Home Editor's Picks ดร.ต่อศักดิ์ นักวิจัยโรคมะเร็ง กับความหวังที่ใกล้เป็นจริง

ดร.ต่อศักดิ์ นักวิจัยโรคมะเร็ง กับความหวังที่ใกล้เป็นจริง

by ChaYen
Dr. Tor Talk 22

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตจากโรคภัยและความเจ็บป่วยมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีการคิดค้นทั้งสาเหตุของโรค ยารักษา วัคซีนรวมถึงวิธีป้องกันต่างๆ ที่ทำให้มนุษยชาติยังคงดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ และเบื้องหลังความสำเร็จนั้น คือนักการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยผู้ซึ่งคิดค้นคว้าสิ่งเหล่านี้ ฉบับนี้วีอาร์ไทยจึงได้สัมภาษณ์นักวิจัยทางการแพทย์ท่านหนึ่งที่ได้สร้างผลงานการวิจัยอันมีประโยชน์ไว้มากมาย  ดร.ต่อศักดิ์ มหาวรศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย Stephen Sanig Research Institute นักวิจัยโรคมะเร็ง กับความหวังที่ใกล้เป็นจริง

กว่าจะมาถึงความสำเร็จตรงนี้

ตอนเด็กๆ ผมเรียนรั้งท้ายห้องเป็นประจำ เมื่อขึ้นป.5 ก็รู้สึกว่าไม่อยากได้ที่ท้ายๆ แล้ว เลยกลายเป็นจุดเปลี่ยน หลังจากนั้นก็เริ่มขยันเรียน เป็นผลให้การเรียนดีขึ้นตามลำดับ พออยู่มศ.3 ก็ได้อาจารย์สอนฟิสิกส์ที่ดี เลยเป็นสิ่งที่ทำให้ผมชอบวิชาฟิสิกส์ และมีความคิดอยากจะไปเรียนต่อทางด้านฟิสิกส์ที่อังกฤษ

แต่ช่วงนั้นคุณพ่อป่วยกระทันหัน จึงต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป และด้วยความรู้สึกผิดหวังจึงทำให้ไม่อยากเรียน แต่ท้ายที่สุดก็มาศึกษาต่อมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ พญาไท ระหว่างที่อยู่โรงเรียนก็ได้เห็นทั้งเด็กที่เรียนและเด็กเกเร ตอนนั้นความรู้สึกผิดหวังยังอยู่ในใจแต่ก็มาคิดได้ว่าเราควรจะเป็นเด็กดีเพราะไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวังก็เลยตั้งใจเรียนจนจบและสอบเข้าได้ที่คณะวิทยาศาสตร์ เอกฟิสิกส์ที่จุฬาฯ หลังจากจบก็เริ่มสนใจงานวิจัยทางด้านมะเร็ง  ผมรู้ว่าเอาฟิสิกส์มาใช้ทางด้านการแพทย์ได้ จึงไปศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล แต่เรียนได้ไม่นานก็เปลี่ยนใจเนื่องจากไม่ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้จึงตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย ในขณะที่เรียนปริญญาโทอยู่นั้น ผมได้รับทุนจากโรงพยาบาล Prince of Wales ซึ่งสังกัดอยู่ใน UNSW  เพื่อศึกษาพฤติกรรมของเซลเม็ดเลือดแดงภายใต้อิทธิพลของกระแสไฟฟ้า ภายหลังจากที่ผมจบปริญญาโทที่ UNSW ผมก็ได้รับทุนการศึกษาเพื่อต่อในระดับปริญญาเอก สาขาไบโอฟิสิกส์ ที่ UNSWง ระหว่างที่ศึกษาปริญญาเอกนี้ ผมได้ค้นพบวิธีการผสมเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า B Cell เข้ากับเซลล์มะเร็งของมนุษย์ ผลที่ได้คือ เซลล์ผสมที่เรียกว่า Hybrid Cell ซึ่งมีประโยชน์ในการผลิต Antibody (สารภูมิคุ้มกัน) ภายนอกร่างกายของคนด้วยปริมาณไม่จำกัด ผลงานวิจัยนี้ทำให้ผมได้รับปริญญาเอกในเวลาต่อมา ซึ่งทันทีที่ผมจบปริญญาเอกผมได้รับทุนวิจัย Post Doctoral Fellowship เพื่อวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้าง Antibody ภายนอกร่างกายโดยใช้เซลล์ผสมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ผลงานและสิ่งที่ภูมิใจ

นอกจากผลงานต่างๆ ที่ผมค้นคว้าและได้สร้างประโยชน์แล้ว สิ่งที่ภูมิใจคือ ตอน ที่จบปริญญาเอกสมัยนั้นเราเป็นแค่เด็กหนุ่มคนไทยจบใหม่ ๆ เท่านั้นแต่ด้วยผลงานทางแล็ปที่ผมมีทำให้เป็นที่ไว้วางใจของคณะบดีและรองอธิการบดี ซึ่งท่านเหล่านี้ได้นำผู้ศึกษาดูงานทั่วโลกมาดูผลงานที่แล็ปของผม และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

สิ่งที่ภูมิใจอีกอย่างคือ ผมได้เป็นวิทยากรบรรยายความรู้ให้วิทยาทานแก่คนอื่น แก่เยาวชน ครั้งแรกตอนจบปริญญาเอกแล้วทางมหาวิทยาลัยให้ทุนวิจัยทำ Post Doctoral Fellowship 3 ปี ซึ่งเป็นการสร้างทักษะให้กับตัวเองในอนาคตข้างหน้า เหมือนจ้างผมเป็นอาจารย์ หลังจากจบแล้วก็สามารถที่จะเป็นอาจารย์ก็ได้ และอีกหลายๆ ครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ให้อะไรกลับสู่สังคมบ้าง

สิ่งที่กำลังวิจัย

ตอนที่ผมกำลังศึกษาวิจัยเรื่องการผลิตแอนติบอดี้ภายนอกร่างกายด้วยปริมาณไม่จำกัดเพื่อต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ อาทิ แบคทีเรีย ไวรัส และเพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็งบางประเภท Antibody ที่ผลิตขึ้นนี้ ผลิตจากเซลล์ผสม (Hybrid Cell) ระหว่างเซลล์เม็ดเลือดขาว (B Cell) และเซลล์มะเร็งของมนุษย์ การผสมเซลล์โดยวิธีการของทางสถาบันวิจัยของผมนี้จะเป็นการผสมเซลล์แบบตัวต่อตัว กล่าวคือ B Cell 1 ตัว ผสมกับเซลล์มะเร็ง 1 ตัว พูดง่ายๆ ก็คือ โดยปกติ B Cell จะผลิต Antibody ด้วยปริมาณที่จำกัดเมื่ออยู่ภายในร่างกายของมนุษย์ เมื่อ B Cell อยู่นอกร่างกายจะมีอายุสั้นและจะผลิต Antibody ได้น้อยลงมาก ผิดกับเซลล์มะเร็งซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถแบ่งตัวภายนอกร่างกายได้ กล่าวคือ เราสามารถเลี้ยงเซลล์มะเร็งในห้องแล็ปได้ เมื่อเราผสมบีเซลล์ 1 ตัวเข้ากับ เซลล์มะเร็ง 1 ตัว เราจะได้เซลล์ผสม ซึ่งมีคุณสมบัติที่เลี้ยงในห้องแล็ปได้ และในขณะเดียวกัน ผลิต Antibody ในห้องแล็ปได้ด้วยปริมาณไม่จำกัด เมื่อเราสามารถผลิต Antibody ได้มากมายภายนอกร่างกายได้ ก็เท่ากับว่าเรามีโอกาสอย่างมากที่จะผลิตเป็นยารักษาโรคติดเชื้อต่างๆ รวมถึงโรคมะเร็งได้อย่างมากมาย

สถาบัน  Stephen Sanig Research Institute เกิดขึ้นได้อย่างไร

สถาบันนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังจากที่ผมทำแล็ปอยู่ในมหาวิทยาลัย UNSW ซึ่งตอนนั้นทางเรามีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น ต้องขยับขยายสร้างห้องแล็ปใหม่และใช้งบประมาณสูงรวมถึงบุคคลากรด้วย ในขณะนั้นทางมหาวิทยาลัยก็อยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงภายในด้วย ผมจึงย้ายออกมาสร้างห้องแล็ปขึ้นใหม่ภายนอกมหาวิทยาลัย ในปี 2548 บังเอิญผมได้มีโอกาสปรึกษากับนัการเมืองและรัฐมนตรีบางท่านจาก State Government และ Federal Goverenment ซึ่งในตอนนั้นทางเราก็มีแคมเปญที่จะให้รัฐบาลอนุมัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรค

Meningococcal Septicemia (โรคเลือดเป็นพิษ) ที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียบางประเภทให้แก่เด็กทารถจนถึงเด็กวัยสามขวบฟรี เมื่อได้ปรึกษากับนักการเมืองเหล่านี้ เขาก็แนะนำให้ไปคุยกับ Mr. Michael Sanigและ Mrs. Sue-Anne Sanig ซึ่งลูกชายของเขาเด็กชาย Stephen Sanig เพิ่งเสียชีวิตจากการติดเชื้อแบคทีเรียตอน 7 ขวบและเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งสองคนเสียใจมากและก็กำลังแคมเปญในเรื่องนี้อยู่ ผลจากการพูดคุยกับทั้งสองท่านคือ เขาจะหาเงินสปอนเซอร์มาสนับสนุนโครงการของสถาบันวิจัยเราบางส่วน โดยเขาตั้งกองทุนบริจาครวบรวมไว้ให้ แต่เขาขอเสนอว่าถ้าผมตั้งสถาบันวิจัยใหม่ขึ้นมาขอให้ตั้งชื่อสถาบันเป็นชื่อลูกชายของเขาได้ไหม ผมก็เห็นดีด้วย ตอนแรกก็ลำบากพอสมควรเพราะเราต้องการการสนับสนุนทางการเงินอย่างมาก บางคนเขามองไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เราทำ มองแต่ผลกำไร ผลประโยชน์ เขาก็ไม่สนับสนุน แต่ก็ผ่านมาได้เพราะยังมีคนที่เห็นคุณค่าอยู่จนมีสถาบัน Stephen Sanig Research Institute จนทุกวันนี้

“เมื่อเราตายไป เงินทองเราเอาไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทิ้งไว้ได้คือความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต”

ร้านมโนราห์ตอนแรกๆ ที่เปิดขายไม่ดี 2-3 เดือนแรกแทบไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย ส่วนใหญ่จะเดินไปกินร้านไทยฝั่งตรงข้ามที่เขาเปิดก่อนมากกว่า จนมีอยู่วันหนึ่งที่หุ้นส่วนทุกคนเริ่มถอดใจและคุยกันถึงเรื่องที่จะเลิกกิจการ กลับมีลูกค้าสามีภรรยาเข้ามาในร้าน คุณเฉลียวก็ให้การต้อนรับปกติ แต่สังเกตุเห็นว่าผู้ชายจะถามขั้นตอนวิธีการทำรวมทั้งส่วนผสมอย่างละเอียด ส่วนผู้หญิงที่มาด้วยกันก็จะแอบจดอยู่ใต้ะเนื่องจากประสบการณ์ที่ทำร้านอาหารมาฝรั่งจะไม่ทำอะไรแบบนี้ จึงคิดในใจว่าเขาต้องเป็นใครสักคนที่เขียนหนังสือหรือทำรายการโทรทัศน์อะไรบางอย่างแน่ๆ ก็เลยไปเล่าให้คนในครัวฟังแล้วก็บอกกับคนในครัวว่าทำออกมาดีๆ ชิมทุกจานอย่าให้พลาด พอหลังจากที่เขาทานกันเสร็จ ฝ่ายชายก็เรียกผมเขาไปคุยพร้อมยื่นนามบัตรให้และแนะนำตัวเองว่าเขาชื่อ Michael Gardner เป็นคอลัมนิสต์ของ Sydney Morning Herald ซึ่งทุกคนในวงการร้านอาหารไม่ว่าชาติไหนจะรู้จักชื่อเขาเป็นอย่างดีว่าถ้าเขาเขียนถึงร้านไหน ร้านนั้นครัวแตกทุกร้าน เมื่อผมรู้ว่าเขาเป็นใครผมแทบจะเป็นลมมือไม้สั่นไปหมด ไม่คิดว่ามันจะเป็นความจริงที่นักชิมอาหารอันดับหนึ่งของออสเตรเลียจะเขามาในร้านที่แทบไม่มีคนกินแบบนี้
หลังจากที่ได้คุยกันเขาก็พูดทิ้งท้ายว่า “นี่คือโอกาสของคุณนะ คุณจะคว้ามันไว้หรือจะปล่อยมันไปก็แล้วแต่คุณและอีก 2 อาทิตย์ผมจะลงเรื่องของร้านคุณ ฉะนั้นเตรียมตัวให้ดี คุณรู้ใช่มั้ยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น ขอให้โชคดี” พอวันนั้นมาถึงทันทีที่ร้านเปิดเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นตลอดจนรับไม่ไหว สมุด บุ๊กลูกค้าก็ยาวจนเต็มไปหลายหน้า ลูกค้าแน่นร้านทั้งวันหลังจากวันนั้นไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องยังไงคนก็เต็มตลอด

ความคาดหวังในอนาคต

อยากให้สถาบันนี้เป็นสถาบันที่ติดอันดับโลก ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์และบุคคลากรด้วย เพราะนอกจากสถาบัน เราก็อยากพัฒนาบุคคลากรด้วย อาจจะมีโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนบุคคลากรซึ่งกันและกัน และที่สำคัญที่สุดคือ สิ่งที่เราวิจัยนี้จะอยู่เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้

ฝากถึงคนที่อยากจะมาเรียนทางด้านนี้

หากคุณคิดจะมาเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์นี้ คุณไม่ควรคาดหวังผลตอบแทนทางการเงินเป็นหลัก ในทางกลับกัน คุณควรที่จะนึกถึงประโยชน์ที่คุณจะให้กับสังคม โดยเฉพาะการช่วยให้บุคคลทั่วไปมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายร้อยปี แต่เรายังคงคุ้นชื่อของ อริสโตเติ้ล,อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์,กาลิเลโอ และนักวิทยาศาสตร์อีกหลายท่าน ไม่ใช่เพราะพวกเขาเหล่านี้มีอำนาจล้นฟ้าหรือว่าร่ำรวยมหาศาล แต่เราสรรเสริญและจดจำชื่อท่านเหล่านั้นไว้ด้วยความเคารพในอุดมการณ์ อดทนและเสียสละในการค้นคว้าสิ่งที่ยังประโยชน์มหาศาลสู่มวลมนุษยชาตินั่นเอง

Related Articles

Leave a Comment