Home Editor's Picks ท่องเที่ยวแดนกีวี สู่เส้นทางสายมรดกโลก (Ep3.)

ท่องเที่ยวแดนกีวี สู่เส้นทางสายมรดกโลก (Ep3.)

by ChaYen

ทริปนี้เป็นทริปที่ผมมีความประทับใจที่สุด ถือว่าเป็นทริปในฝันเลยก็ว่าได้ ด้วยเหตุผลและปัจจัยหลายๆ อย่าง อย่างแรกคือ ก่อนหน้านี้ผมพยายามจะไปเยี่ยมชมสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก นั่นก็คือ Milford Sound มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ทุกครั้งกลับมีอุปสรรค ในเรื่องของสภาพอากาศ หิมะจัดและถนนปิด ซึ่งคราวนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ผมประสบความสำเร็จ อย่างที่สอง คือ ลูกทัวร์ที่ผมได้ดูแลคราวนี้แม้ว่าจะประกอบไปด้วยทุกวัย แต่ก็นิสัยดีและน่ารักทุกคน สุดท้ายคือ ทริปนี้ ผมได้โชเฟอร์คือคุณอีแวน (Evan) เป็นชาวอินเวอร์คาร์กิว (Invercargill) ซึ่งเป็นเมืองใต้สุดของนิวซีแลนด์ เป็นฝรั่งวัยกลางคน อัธยาศัยดีและขับรถสุภาพ นอกจากนี้ยินดีที่จะให้ข้อมูลท้องถิ่นเพิ่มเติมอีกด้วย ทำให้ผมทำงานง่ายขึ้น ซึ่งคุณอีแวนเรียกได้ว่า เป็นเจ้าถิ่นในแถบนี้ ดังนั้นในคราวนี้ผมได้ผู้ช่วยที่ชำนาญพื้นที่โดยแท้จริง จึงทำให้ทริปนี้ดำเนินไปได้ด้วยความสบายใจ

newzeland

วันแรก

ทริปนี้ผมเริ่มรับลูกทัวร์ที่ Sky City Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมเกรดเอ อยู่ใจกลางเมืองโอ๊คแลนด์ ในตอนสายของวัน เพื่อเดินทางไปสนามบินภายในประเทศ ในคราวนี้ คณะของเรามีด้วยกันทั้งหมด 8 คน (รวมทั้งผม) ใช้บริการสายการบินแห่งชาติ นั่นก็คือ Air New Zealand เราใช้เที่ยวบิน NZ641 ซึ่งออกเดินทางเวลา 12.45 น. เราใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 50 นาที ก็ถึงท่าอากาศยานเมือง ควีนส์ทาวน์ ในสภาพอากาศที่ท้องฟ้าฉ่ำไปด้วยเมฆฝน มีฝนตกปรอยๆ ทั้งเมือง ในการจัดทัวร์ของผมจะมี 2 แบบ สำหรับคณะของคุณอากิ๋มนี้จัดอยู่ในเที่ยวแบบที่ 2 แต่เป็นแบบที่คุณภาพมากๆ คือ ลูกทัวร์จัดโปรแกรมเอง เที่ยวแบบตามใจ โปรแกรมปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพการณ์ ซึ่งการเที่ยวประเภทนี้มักมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะโปรแกรมทุกอย่างไม่ได้จองล่วงหน้า เป็นเพียงโปรแกรมที่จัดไว้โดยคร่าวๆ ปรับเปลี่ยนตามสภาพอากาศและปัญหาที่เกิดเฉพาะหน้า แต่จะได้รับความประทับใจมากที่สุด เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาและสภาพอากาศ ไม่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อที่จะเข้าชมหรือเข้าเล่นกิจกรรมที่ทางสถานที่ท่องเที่ยวได้กำหนดเวลาของการแสดง

newzeland

โปรแกรมแรกและโปรแกรมเดียวในวันนี้คือ การล่องเรือกลไฟ (Earnslaw) ในทะเลสาบวาคาติปู ซึ่งเป็นเรือกลไฟของบริษัทเรียลเจอร์นี่ย์ (Real Journeys) ที่ใช้ขนส่งสินค้าในอดีตตั้งแต่ ค.ศ. 1912 เพียงลำเดียวที่ยังใช้งานได้จริงในทุกวันนี้ ในอดีตใช้ขนส่งสินค้าและบริการชุมชนฟาร์มที่ห่างไกลระหว่างเมืองควีนส์ทาวน์ไปยังเมืองคิงส์ตัน (Kingston) แต่ปัจจุบันได้ดัดแปลงเป็นเรือท่องเที่ยวที่ล่องเพื่อชมความงามของทะเลสาบวาคาติปู และได้เจาะพื้นเรือเพื่อให้นักท่องเที่ยวเห็นการทำงานของห้องเครื่องซึ่งใช้ถ่านหินต้มน้ำในการขับเคลื่อนเรือ เหมือนกับว่าเราได้ย้อนอดีตในขณะที่ชมความงามเหนือผืนน้ำ นอกจากนี้ยังมีบริการนำนักท่องเที่ยวขึ้นแวะทานอาหารกลางวันในฟาร์มของ Walter Peak Farm ซึ่งมีอาหารหลายรูปแบบรวมทั้งบาร์บีคิวและได้ชมสัตว์และวิถีชีวิตของชาวนิวซีแลนด์อีกด้วย ในวันนี้แม้ว่าเมืองควีนส์ทาวน์จะปกคลุมไปด้วยสายฝน เหนือท้องน้ำ แม้จะมีหมอกจางๆ แต่อากิ๋มก็ชมไม่ขาดปากเรื่องความสวยงามของบรรยากาศเมืองควีนส์ทาวน์ และทุกคนในคณะก็ชื่นชอบกับทัศนียภาพของเกาะแก่งต่างๆ รอบทะเลสาบ สำหรับเมืองที่มีมนต์ขลังแห่งนี้ ในแต่ละปีแม้ผมจะมามากกว่า 10 ครั้ง แต่บรรยากาศที่ฝนตกและหมอกลงเหมือนวันนี้มักจะไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่สำหรับผมแล้วถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบรรยากาศที่มีเสน่ห์ เหมือนที่ผมเคยบอก เสน่ห์ของประเทศนิวซีแลนด์ในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี จะมีความแตกต่างกัน ฉะนั้นบรรยากาศและความประทับใจที่นักท่องเที่ยวได้รับ ย่อมแตกต่างไปด้วยตามเวลาและฤดูกาล และนี่คือมนต์ขลังของประเทศเล็กๆ ในท้องทะเลใต้แห่งนี้ และเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลว่าน่าอยู่ที่สุดในโลก

newzeland

หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศของทะเลสาบกับเรือ Earnslaw กันแล้ว คณะของเราก็เข้าเช็คอินที่โรงแรม Novotel (ซึ่งอยู่เยื้องกับทะเลสาบ) ในเวลาค่ำ หลังจากนั้นเรามาทานมื้อค่ำกันที่ร้าน Botswana Butchery ซึ่งอยู่ใกล้โรงแรม ร้านนี้เป็นร้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเรื่องของสเต็ก สัญลักษณ์ของร้านคือ มีดอีโต้ ดูแล้วแปลกดี ที่เปิด-ปิดประตูทางเข้า เขาใช้มีดอีโต้มาเป็นด้ามจับ ซึ่งอาหารหลักของคณะเราในค่ำนี้ ก็คือสเต็ก ซึ่งเราเลือกทั้ง Rib Eye และ Eye Fillet แต่สำหรับคนไทยแล้ว สเต็กส่วนที่ดีที่สุดคือ Scott Fillet เพราะมีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อเหมือนลายหินอ่อน นอกจากนุ่มแล้ว ยังมีความหวานของเนื้อด้วยเพราะคอคนไทยเรานิยมเนื้อติดมัน (ในขณะที่ฝรั่งไม่นิยมกินแบบมีไขมันเท่าไหร่) ซึ่งราคาอาหารโดยเฉลี่ยจะตกจานละ 35-45 เหรียญ หลังจากทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ต่างคนต่างก็เข้าห้องพักเพื่อจะเก็บแรงไว้พรุ่งนี้กับโปรแกรมเด็ดคือ Milford Sound ซึ่งต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะต้องเดินทางไกล

newzeland

วันที่สอง

เราออกเดินทางกันประมาณ 8 โมงเช้าเพื่อไปชมความงามของ Milford เราใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 3 ชั่วโมงผ่านทิวทัศน์ของภูเขาสูง (ที่ยังมีหิมะปกคลุมบนยอด) และทุ่งหญ้าที่เขียวขจีของที่ราบโอทาโก้ (Otago) ผ่านฟาร์มเลี้ยงกวาง ฟาร์มโคนม ตลอดจนฟาร์มที่เต็มไปด้วยฝูงแกะ ซึ่งวันนี้รู้สึกอากิ๋มมีความสุขเป็นพิเศษเพราะเอ่ยปากชมถึงความงามตลอดทาง นอกจากนี้เรายังผ่านภูเขาสูงซึ่งมีกังหันผลิตไฟฟ้าที่ใช้แรงงานลมให้เห็นเป็นระยะ ซึ่งที่ราบโอทาโก้นี้ มีกระแสลมแรง องค์การไฟฟ้าที่นี่จึงใช้พลังงานจากธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งกังหันหนึ่งตัว สามารถจ่ายกระแสไฟให้บ้านได้ถึง 2,000 หลัง ซึ่งกังหันไฟฟ้านี้หาดูได้อีกที่ ที่เกาะเหนือคือ เมืองพามาร์ตั้นนอร์ท (Palmerston North) ซึ่งมีกังหันมากกว่า 100 ตัว นอกจากนี้ระหว่างทางก็ยังมีโรงงานไฟฟ้าซึ่งใช้พลังน้ำจากทะเลสาบมานาพูลี (Manapouri) ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งโรงงานไฟฟ้านี้อยู่ใต้ท้องทะเลสาบ แต่เนื่องจากคณะเรามีเวลาไม่พอจึงไม่ได้แวะเข้าไปเยี่ยมชม จุดแรกที่เราพักก็คือ เมืองเต-อะนาว (TeAnau) ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางสายมรดกโลก ฟิออร์ดแลนด์ (Fiordland) เราพักเข้าห้องน้ำและชมความงามของทะเลสาบเต-อะนาว ประมาณครึ่งชั่วโมง เมืองเต-อะนาวนี้เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ เติบโตอย่างช้าๆ เนื่องจากคนที่อาศัยที่นี่ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งสูงอายุ ธุรกิจหลักของเมืองนี้อยู่ที่การท่องเที่ยวและการเกษตร สำหรับผมถือว่าเป็นเมืองที่เงียบเหงาเพราะคนวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานที่เป็นลูกหลานของคนเมืองนี้มักจะทิ้งถิ่นฐานมาหากินในเมืองใหญ่ เช่น ควีนส์ทาวน์หรือไคร้สท์เชิร์ท และเมืองนี้เป็นสถานที่รองรับนักท่องเที่ยวที่สุดท้ายก่อนที่จะเข้าไปชม Milford Sound มีโรงแรมและโมเทลไว้บริการเพียงไม่กี่แห่ง แต่เป็นเมืองที่มีเสน่ห์สำหรับคนที่ชอบสันโดษ

newzeland

หลังจากทุกคนเสร็จกิจธุระ คณะของเราก็เดินทางต่อ หลังจากเราออกจากตัวเมืองเต-อะนาวแล้ว รถก็ขับเลาะทะเลสาบมาเข้าสู่ ช่องแคบฟิออร์ดแลนด์ ซึ่งลูกทัวร์รวมทั้งตัวผมเองเริ่มตื่นตา ตื่นใจกับบรรยากาศสองข้างทางซึ่งเป็นทุ่งหญ้าเขียวตัดกับทิวไม้ของ ป่าบีท (Beeth Tree) ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นมีใบเล็กๆ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาสูงตระหง่านที่ปกคลุมด้วยหิมะ จุดแรกที่คุณอีแวน จอดให้พวกเราถ่ายรูปกันคือ เอ็กลิงตั้นวัลเล่ย์ (Eglington Valley) เป็นทุ่งหญ้ากว้างที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าเรดทัสซ็อก (Red Tussock) ซึ่งเป็นหญ้าสีน้ำตาลแดงสูงประมาณ 1 ฟุต ใบแข็ง มีกอเป็นพุ่ม การซึ่งหญ้าชนิดนี้จะเกิดในที่ราบที่มีอากาศหนาว คณะทัวร์ของเรามีความสุขกับการถ่ายภาพกันถ้วนหน้า เพราะท้องฟ้าที่เพิ่งเปิดหลังจากมีเมฆหนาในช่วงเช้า จากนั้นเราเดินทางต่อเข้าสู่จุดทะเลสาปกระจก (Mirror Lake) ซึ่งตอนแรกผมจินตนาการว่าคงเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ แต่งานนี้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเพราะเป็นห้วงน้ำเล็กๆ ที่สะท้อนเงาของภูเขาสูง แต่ก็ถือว่าไม่ผิดหวังเพราะธรรมชาติรอบข้างอำนวยต่อการถ่ายภาพ ว่ากันตามความจริงธรรมชาติในเขตนี้ยังเป็นป่าดงดิบสมัยดึกดำบรรพ์ หนังหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับโลกล้านปีได้มาถ่ายทำที่เขตฟิออร์ดแลนด์แห่งนี้ เรื่องราวทริปนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามกันได้ในฉบับหน้านะครับ

Related Articles