Home Editor's Picks อาชีพนักการทูต ที่ใครหลายคนมีความฝันในวัยเด็ก กงสุลใหญ่ พีรวิช สุวรรณประเทศ

อาชีพนักการทูต ที่ใครหลายคนมีความฝันในวัยเด็ก กงสุลใหญ่ พีรวิช สุวรรณประเทศ

by ChaYen
0 comment
Specialist cover

เริ่มคอลัมน์ใหม่แกะกล่องที่เกี่ยวกับอาชีพน่าสนใจของคนไทยที่นี่ ผมขอเริ่มต้นด้วยอาชีพนักการทูต ที่ใครหลายคนมีความฝันในวัยเด็กที่อยากจะประกอบอาชีพนี้เพราะจะได้ไปเที่ยวรอบโลก อาชีพนี้ถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ รวมทั้งยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนทั้งชาติในการเจรจาต่อรองและรักษาผลประโยชน์ให้กับประเทศของเรา ซึ่งคนที่จะมาเล่าให้เราได้รู้ถึงอาชีพนี้คงไม่มีใครจะเข้าใจคำว่านักการทูตได้ดีเท่าคุณพีรวิช สุวรรณประเทศ ท่านกงสุลใหญ่นครซิดนีย์ของเรานั่นเอง

วัยเด็กมีความพินอยากเป็นอะไรครับ
ความฝันในวัยเด็กของแต่ละคนอาจไม่เหมือนคนอิ่น บางคนอยากเป็นหมอ แต่ผมไม่อยากเป็นหมอ เพราะกลัวเข็ม แต่ตอนเด็กๆ อยากเป็นเจ้าของร้านขายของเล่น พอโตขึ้นมา ก่อนที่จะมาประจําที่นี่ผมและภรรยามีธุรกิจโรงแรม แล้วมีห้องหนึ่งห้องเอาไว้ โชว์ของเล่น มีทั้งของตัวเองและก็ของเพื่อนทีเขาชอบเหมือนกับเรา เขาก็เอามาโชว์ด้วย ชิ้นไหนมีคนสนใจเราก็ขาย อันไหนรักมาก ก็เอาไว้โชว์อย่างเดียว ข้อดีก็คือของเล่นที่ตั้งโชว์มันก็จะเปลี่ยนหน้าตาไปเรือยๆ จนมีคนสนใจมาขอสัมภาษณ์ ขอถ่ายรูปเอาไปลงในหนังสือก็มี
เริ่มอาชีพนี้ได้อย่างไรครับ
หลังจากจบการศึกษาก็ได้งานทําที่ธนาคารกสิกรไทยสํานักงานใหญ่ทําได้ประมาณหนึ่งปี พอดีที่กระทรวงการต่างประเทศเปิดรับสมัครก็เข้าไปสมัครทั้งๆ ที่ตอนนั้นตัวเองก็ไม่ได้มีความสนใจในงานด้านนี้สักเท่าใหร่ แต่ด้วยแรงยุจากเพื่อนๆ ก็เลยลองไปสอบดูเพราะคิดว่าไม่ได้เสียอะไรแถมได้ประสบการณ์อีกด้วย พอผ่านขั้นตอนการสอบ ของกระทรวงที่ถือว่ายากเอาการมาได้ก็เริ่มงานในสายอาชีพนี้ตั้งแต่ปี 2528 ตําแหน่งแรกที่ได้รับก็คือเลขานุการตรี ทํางานอยู่ในกระทรวงได้ประมาณ 4 ปีก็ได้ออกต่างประเทศ ประเทศแรกที่ได้ไปก็คือสิงคโปร์ หลังจากหมดวาระก็กลับมาประจําที่กรมอาเซียน จากนั้นออกมาประจําการที่แคนเบอร์รา ด้วยตําแหน่งเลขานุการเอก กลับกระทรวงอีกครั้งมาเป็นที่ปรึกษาอีก 4 ปี แล้วก็ออกไปรับตําแหน่งอัครราชกุตที่ปรึกษาคณะผู้แทนถาวรสทประชาชาติที่นิวยอร์คอีก 3 ปีกว่า แล้วก็กลับมาที่กระทรวง จนตําแหน่งล่าสุดก็คือกงสุลใหญ่นครซิตนีย์ที่ทําอยู่ตอนนี้
วิธีการสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศเป็นแบบไหนครับ
จะมีทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ หลังจาก ผ่านข้อเขียนแล้วสอบสัมภาษณ์จะมี 2 รอบ รอบแรก สัมภาษณ์ที่กรุงเทพฯ จากนั้น กลุ่มที่ผ่านสัมภาษณ์รอบแรกไปสัมภาษณ์ต่อที่ต่างจังหวัดอีก 2 วัน ขั้นตอนนี้จะมีกิจกรรมให้ทํามากมายเพื่อทดสอบบุคลิกภาพ ดูการตอบคําถามทั้งวิชาการและ ความรู้รอบตัว โดยสมัยผมสอบจะมีกรรมการทั้งหมด 10 คนที่มาจากทางกระทรวงเองและบุคคลภายนอก

ถ้าอยากเป็นนักการทูตต้องทําอย่างไรบ้างครับ
จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย สมัยก่อนคนที่ทํางานต้านนีก็จะต้องเรียนรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในปัจจุบันประเด็นต่างๆ ในโลกนี้มันกว้างขึ้นกว่าเดิมเยอะ เพราะฉะนั้นสาขาที่สามารถสมัครสอบก็มีมากขึ้น สิงใหนที่นักการทูตขาดไม่ได้ นักการทูตที่ดีควรมีคุณสมบัติต่างๆ เช่น ประการแรกก็คือความรู้จากที่เรียนมาและประสบการณ์ในการทํางาน สองไหวพริบปฏิภาณในการเจรจาต่อรอง รู้เขารู้เรา สามการมีมนุษอสัมพันธ์ที่ดี เพื่อสร้างความรู้จักสร้างเครือข่าย และสุดท้ายก็คือความสนใจไฝรู้ ความรอบรู้ในเรื่องต่างๆ รักที่จะเรียนรู้สิงใหม่

Specialist 1

ข้อดีข้อเสียของอาชีพนี้คืออะไรครับ
ข้อดีของอาชีพนีก็คือมันเป็นการเปิดหูเปิดตาให้เราได้เห็นสิงใหม่ๆ เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับตนเอง ได้ทํางานในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเรือยๆ ได้เรียนรู้คน ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง ส่วนข้อเสียก็คือ การบริหารชีวิตโดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกจะลําบากมาก เพราะว่าไม่ใช่ทุกประเทศที่ไปจะเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่เจริญ ถ้าคุณมีลูกก็จะต้องนึกถึงโรงเรียนของลูก ประเทศนี้คนพูดภาษาฝรั่งเศส ไม่มีโรงเรียนภาษาอังกฤษจะทํายังไง บาง
ประเทศโรงเรียนรัฐบาลคุณภาพไม่ดี โรงเรียนเอกชนมีแต่ก็แพง ถ้ามีลูกสัก 3 คนจะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายอย่างไร จะทิงลูกไว้ที่เมืองไทยแล้วใครจะดูแลหรือให้แม่อยู่ดูแลมันก็ไม่เป็นครอบครัวอีก ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่แค่คนที่ทํางานในกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้นที่เจอ คนที่ทํางานให้กับหน่วยงานอื่นๆ ในต่างประเทศก็เจอแบบนี้เช่นกัน ส่วนผมไม่มีลูกการบริหารชีวิตก็เลยง่ายขึ้นมาก
ปัญหาที่พบบ่อยในการทํางานคืออะไร
คือการทําอย่างไรที่จะทําให้ทุกคนพอใจ เรืองนี้เป็นเรืองที่จะต้องใช้ทั้งศาสตร์ทั้งศิลป์ ต้องยอมรับว่าคงไม่มีใครที่สามารถปฏิบัติภาระกิจใดๆ ให้เป็นที่พอใจของทุกฝายได้เสมอไป ดังนั้นการทํางานของเราจึงต้องมีหลักการ มีความโปร่งใสอธิบายและตรวจสอบได้ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดอาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหมายหรือความคาดหวังของทุกคน
แรงบันดาลใจที่ทําให้มาประกอบอาชีพนี้
มันน่าจะมาจากการที่เราได้สัมผัสกับอาชีพนีจากคุณพ่อ ซึงเราก็เคยเห็นคุณพ่อทํางานด้านนีมาจึงทําให้เกิดการซึมชับ แล้วก็คิดว่าเรืองพวกนีก็ไม่ใช่เรืองแปลกใหม่หรือเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เรื่องของอาชีพนี้มันมีความคาดหวังอะไรบ้างเราก็พอรู้จากสิงที่เคยเห็นมาแล้วซึงเราก็พร้อมจะปรับตัวเสมอ คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบทํางานในต่างประเทศเพราะเขายืดติด หรือผูกพันธ์กับครอบครัว เพื่อนฝูง ถ้าจะมาทํางานตรงนีก็ต้องปรับตัว เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองบ้าง ถ้าใครไม่ซอบการเปลี่ยนแปลง
ไม่ชอบมีมนุษอสัมพันธ์ ผมว่าไม่เหมาะกับอาชีพนี่นะ
อยากฝากอะไรให้กับพี่น้องชาวไทยเนื่องในโอกาสวันปีใหม่บ้าง
เอาแบบกว้างๆ ละกันนะครับ ก็ขอให้คนไทยทุกคนเมื่อตืนเช้าขอให้ได้รับฟังหรืออ่านข่าวที่มีแต่เรื่องดีๆ ไม่เจอเรื่องร้ายๆ ทีทําให้เราท้อและบันทอนกําลังใจ

Related Articles