Home Life StyleEntertainment มณีนุช เสมรสุต ไขกุญแจความสำเร็จดวงดาว

มณีนุช เสมรสุต ไขกุญแจความสำเร็จดวงดาว

by ChaYen
Fasion 23

ในโลกปัจจุบัน ใครๆก็ใฝ่ฝันที่จะเป็นดาวโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง การเรียนร้องเพลง เต้นรำและความสามารถพิเศษต่างๆ จึงเป็นพื้นฐานที่พ่อแม่ต่างก็อยากให้ลูกตัวเองมีเพื่อเป็นหนทางเข้าประกวดเวทีต่างๆ  ชื่อของ ครูอ้วน มณีนุช เสมรสุต ไขกุญแจความสำเร็จดวงดาว

จึงเป็นที่รู้จักทั่วไปในฐานะครูสอนร้องเพลงที่ผลักดันลูกศิษย์เยาวชนหลายๆ คนให้ประสบความสำเร็จในการประกวดร้องเพลง เช่น ลลิตา ตะเวทิกุล, กันยารัตน์ กุยสุวรรณและอมิตา ทาทา ยัง  มณีนุช เสมรสุต

มณีนุช เสมรสุต

คือดาวดวงหนึ่งทิ่อยู่ในวงการบันเทิงมากว่า 30 ปี โดยแจ้งเกิดผ่านเวทีประกวดร้องเพลง และเริ่มเข้ามาเป็นนักร้อง นักแสดง นางแบบ ครูสอนร้องเพลงและ Commentator ในรายการ ตีสิบ และหลังจากที่ครูอ้วนมาแสดงคอนเสิร์ตให้ชาวออสเตรเลียได้ชมเมื่อวันที่ 17-18 มี.ค.ที่ผ่านมานี้ เราจึงถือโอกาสสัมภาษณ์คุณครูผู้มีแฟนคลับมากมายเสียเหลือเกิน

สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

สำหรับอ้วนเอง ไม่ได้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จนะ อ้วนคิดว่าการร้องเพลงเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวเรามา และอ้วนก็ได้ใช้ศักยภาพของพรสวรรค์ที่เรามีอย่างเต็มที่ จริงๆ แล้วอ้วนเป็นคนชอบอยู่กับบ้านเงียบๆ  อ่านหนังสือ แต่ด้วยความที่อ้วนเป็นคนที่ร้องเพลงได้ดี ก็เลยได้รับโอกาสทำหน้าที่ตัวแทนของประเทศชาติไปประกวดร้องเพลงได้รางวัลแชมป์เอเชียมา จากนั้นโอกาสในเส้นทางบันเทิงถูกเปิดให้ เราก็กลายมาเป็นนักร้อง นางแบบ ดาราหนังไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่อ้วนต้องทำคือ สร้างความรัก ความชอบ วินัยและมารยาทในการเป็นคนของประชาชนที่ดี ฉะนั้น เมื่อเรามีโอกาสได้ทำ เราก็ต้องทำให้เต็มที่ ให้ดีที่สุด

มณีนุช เสมรสุต

ระหว่างการเป็นนักร้อง ครูสอนร้องเพลง และ Commentator อะไรที่ใช่ที่สุด

การเป็นครูสอนร้องเพลงค่ะ อ้วนได้อยู่กับโลกที่มันสงบ บริสุทธิ์แล้วเราก็มีความสุขกับการให้ได้ไม่มีวัน เด็กๆ คือสิ่งใหม่ในชีวิต ทุกคนที่เข้ามาหาเรามีความสุขเพราะอยากร้องเพลงเป็น ความรู้สึกเหมือนกับครูสอนเด็กอนุบาลที่วันหนึ่งเด็กอายุ 8 ขวบเดินเข้ามาหาเรา แล้ววันนี้ เด็กคนเดิมในอายุ 25 อายุ 30 เขาเติบโตขึ้นมาในอย่างที่เขาใฝ่ฝัน เขามีความสุข เรามองเห็นแล้วเราก็มีความสุข

ยากที่สุดในการเป็นนักร้อง

การเป็นนักร้องที่ดี คือการร้องเพลงให้ได้ดี แต่ที่ยากที่สุดนั่นคือร้องให้ถูกใจคนฟัง เหมือนกับการที่เราจะมีคู่ชีวิตซักคน เราต้องปรับตัวให้เข้ากับเขา แต่นี่คู่ชีวิตของเราคือผู้ฟัง เราต้องคิดเยอะ ทำการบ้านเยอะ  คนที่เขามาดูเรา เขามาด้วยใจ ไม่ใช่เอาเงินมาซื้อ เราต้องใช้ใจแลกกันให้ได้ เพราะงั้น เราต้องมีความจริงใจ และสื่อความสุขจากใจเราให้เขารับรู้ให้ได้

มณีนุช เสมรสุต

“เพียงแค่เราสร้างความสุขในตัวเราแล้วเอาความสุขนั้นไปทักทายกับความกลัว ไม่ว่าจะที่ไหน จะเวทีไหน หรือเพื่อนร่วมงานคนไหนที่เขาทำงานร่วมกับเรา แม้ว่าเขาจะไม่ชอบเรา เขาก็ต้องยอมแพ้เราที่เห็นเรามีความสุขได้ตลอดเวลา”

ความมั่นใจบนเวที สร้างอย่างไร

ทุกครั้งที่ขึ้นเวที ถ้าถามว่ากลัวมั้ย ตื่นเต้นมั้ย คำตอบคือ สุดๆ เลยค่ะ ทุกเวที กลัวและตื่นเต้นหมด แต่เมื่ออยู่บนเวทีแล้ว นั่นไม่ใช่ความมั่นใจ มันคือความสุข เพียงแค่เราสร้างความสุขในตัวเราแล้วเอาความสุขนั้นไปทักทายกับความกลัว ไม่ว่าจะที่ไหน จะเวทีไหน หรือเพื่อนร่วมงานคนไหนที่เขาทำงานร่วมกับเรา แม้ว่าเขาจะไม่ชอบเรา เขาก็ต้องยอมแพ้เราที่เห็นเรามีความสุขได้ตลอดเวลา

ยากที่สุดในการเป็นครูสอนร้องเพลง

การเป็นครูที่ดีนั้น สำหรับอ้วน ไม่ใช่แค่เข้าถึงจิตใจเด็กๆ เท่านั้น แต่อ้วนมีหลักที่จะต้องเข้าให้ถึงหลัก พปร.

พ. คือ การพัฒนา พัฒนาคนๆ นั้นจากจุดที่เขาเป็นอยู่ให้สูงขึ้น สร้างเสริมสิ่งที่ดี ให้ดีขึ้นไปอีก สมมติว่าอยู่ในจุดที่ 1 ก็ต้องเลื่อนขึ้นไปอยู่ในจุดที่ 2 เป็นอย่างน้อย  ป. คือการปรับปรุง สิ่งที่เขาติดลบ ต้องหาจุดปรับปรุงให้ได้ เขาอาจจะมองไม่เห็น เพราะมันคือตัวเขาเอง เราต้องพยายามหาแล้วต้องปรับปรุงสิ่งนั้นให้ได้ ร. คือการรักษา รักษานั้นหมายความว่า อะไรที่เขาดีอยู่แล้ว ต้องบอกเขาว่าให้คงอยู่ไว้อย่าให้มันลดลง และบอกเขาด้วยว่าวิธีการในการรักษาคืออะไร

มณีนุช เสมรสุต

เป็น Commentator ให้อะไรบ้าง

การเป็น  Commentator  มันเหมือนกับการที่เราได้พัฒนาตัวเราตลอดเวลา  สมองเราต้องกว้าง และต้องเปิดใจ  เขาร้องลูกทุ่ง เราก็ต้องชอบ เขาร้องสากล เราก็ต้องชอบ เราต้องฟัง เรียนรู้ และใส่ใจลงไปด้วย อ้วนต้องทำการบ้านเยอะมาก และอ้วนเก่งขึ้นจากการเป็น Commentator มีความรู้มากขึ้น มีทัศนคติและมีใจที่เราต้องเปิดถึงงานศิลปะทางด้านของการและการใช้เสียงมากขึ้น อ้วนอยู่กับตีสิบ 8 ปีแล้ว คุณวิทวัสไม่เคยหยุด ในเมื่อเรามีหัวหน้าที่เขาไม่เคยหยุดในการคิด เราก็ต้องไม่หยุดในการพัฒนาตัวเราเหมือนกัน เราถึงจะมีความสุขในการทำงานไปด้วยกัน

ความรู้สึกบนเวทีคอนเสิร์ตกับตีสิบ

มันเป็นงานเอนเตอร์เทนเหมือนกัน แต่มันเป็นงานคนละเรื่องกันเลยนะ บนเวทีคอนเสิร์ตมันเกิดขึ้นจากตัวเราคนเดียว เราก็มี objective  เป็นคุณผู้ฟัง  เราต้องสร้างความสุขให้กับคนฟัง เราคิดเอง วางแผนเอง เพี่อให้มันสำเร็จ แต่กับการเป็น Commentator  เราทำงานกันเป็นทีม เราต้องฟังด้านซ้าย (พี่โน้ต) และต้องดูด้านขวา (อาจารย์เชน) ถ้าเขาพุ่งไปข้างหน้า เราต้องแบ็คเค้าอยู่ข้างหลัง หรือเราต้องเดินเคียงข้างประคองกันไป ต้องดู ต้องคิดว่า เราจะไปขวางทางเขามั้ย หรือเราต้องรู้ว่านี่เป็นทางของเรา เราต้องลุย บางทีทีมงานอาจจะสร้างมุขมาตบกัน ใครตบได้ก่อนชนะ ไม่พูดกันแต่ต้องรู้กัน

ถ้าอยากร้องเพลง จะเริ่มอย่างไร

คำตอบครูอ้วนคือ ฟังเยอะๆ. แค่นั้น เพื่อให้เกิด Inner Voice (คือเสียงที่มันจำอยู่ข้างใน) สมมติคุณจะร้องเพลงซักเพลง คุณไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา คุณจะได้ยินมันอยู่ในสมอง นั่นคือ Inner ต้องฟังจนเกิด Inner Voice ให้ได้ไม่ใช่การฟังแล้วร้องตาม  มันจะไม่มีอินเนอร์ เพราะการที่เราฟังแล้วร้องตาม มันจะฟังแต่เสียงที่ร้องตาม แต่ไม่จำ

มณีนุช เสมรสุต

คิดอย่างไรสำหรับค่านิยมเพลงเกาหลี และการเลียนแบบเกาหลี

“มันก็เป็นเทรนด์ของดนตรี เหมือนเมื่อสมัยครั้งหนึ่งที่มีบีทเทิ้ล เอลวิส นักร้องญี่ปุ่น จนมาปัจจุบัน ก็คือเกาหลี อ้วนไม่ได้อคติหรือปิดกั้นอะไร แต่ในขณะเดียวกัน อ้วนก็สงสารวัยรุ่น วัยรุ่นเป็นช่วงรอยต่อที่ใครเอาอะไรมาสร้างความเชื่อให้แล้วก็จะจดจำแล้วก็ทำไปอย่างนั้น ถ้าจิตใจของเราไม่แข็งแรงเพียงพอ อนาคตเราก็อาจจะเป๋ไปเลย แต่ด้วยหน้าที่ที่อ้วนเป็นครู เราต้องสอนลูกศิษย์เราว่า การที่เราจะเสพย์ จะฟัง หรือจะทำอะไรซักอย่าง ต้องรู้ได้ว่าจุดไหนคือความพอดี ความถูกต้องและต้องทำอย่างมีสติด้วย ขณะเดียวกัน คุณก็ต้องแบ่งเวลาให้ชีวิตส่วนตัว คุณจะไปบ้าบอ แต่งตัว ทำผม ร้องเพลงอะไรก็ตามใจ แต่เมื่อคุณอยู่ในฐานะนักเรียน ก็ต้องแบ่งเวลาและกลับมาอยู่ในชุดฟอร์มนักเรียนที่ถูกต้องได้ด้วยเหมือนกันนะคะ”   จากคำพูดส่งท้ายถึงวัยรุ่นและเยาวชนนี้ นี่คือสิ่งที่วีอาร์ไทยอยากให้วัยรุ่นทุกคนได้คิดตามไปเช่นกัน

มณีนุช in sydney

ดวงดาวอาจถูกลิขิตให้เจิดจรัสอยู่บนฟ้า ถูกคัดเลือกมาเพราะพรสวรรค์ แต่ดาวดวงนั้นๆ จะเปล่งรัศมีได้นานแค่ไหนหรือร่วงลงสู่ดินในระยะเวลาอันสั้นคงไม่ได้พึ่งแค่พรสวรรค์เพียงอย่างเดียว มณีนุช เสมรสุตรอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 30 ปี และยังฉายแสงความเป็นดาวให้ผู้ชมได้เห็นมาจนปัจจุบัน เธอจึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้เยาวชนยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

Related Articles

Leave a Comment