Home บทความอยู่ออส เปิดมุมมองผู้หญิง งานช่วยเหลือสังคม

เปิดมุมมองผู้หญิง งานช่วยเหลือสังคม

by ChaYen
เปิดมุมมอง

เปิดมุมมองผู้หญิง หลายคนอาจเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาท ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของคนไทยมากขึ้น

จากหลายตัวอย่างที่มีให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือตามสื่อต่างๆ ที่เราได้เห็นเกี่ยวกับผู้หญิงในวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า ความสามารถของพวกเธอนั้น ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเพศชายอีกต่อไป

สำหรับผู้หญิงเก่งในออสเตรเลียก็มีมากมายเช่นกัน ทั้งทำหน้าที่เป็นเจ้าของกิจการมากมาย รวมถึงทำหน้าเป็นแม่บ้านที่ดี นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงเก่งอีกด้านหนึ่งที่นอกเหนือจากการทำงานที่ทำปกติ พวกเธอยังทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคม โดยที่ต้องสละเวลาและเสี่ยงอันตราย เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก เราจึงขอเสนอ เปิดมุมมองผู้หญิง เก่ง 3 ท่านที่ทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมาตลอดชีวิตของท่านเหล่านี้

เปิดมุมมองผู้หญิง

เกศณีย์ ผลานุวงษ์

รองกงสุลใหญ่  ณ นครซิดนีย์

ก่อนที่คุณเกศณีย์ ผลานุวงษ์จะมาดำรงตำแหน่งรองกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์นั้น ท่านมีประสบการณ์การทำงานทางด้านการช่วยเหลือสังคมมามากมาย เมื่อปี 2004 ท่านเคยทำงานอยู่กรมองค์การระหว่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลในส่วนของงานที่เกี่ยวกับผู้หญิง เด็ก คนด้อยโอกาส รวมถึงด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ

คุณเกศณีย์เล่าย้อนไปถึงงานในสมัยนั้นว่า “งานที่กระทรวงต่างประเทศในความคิดของบางคนอาจจะดูเหมือนเป็นงานง่าย แค่ไปปรากฏตัวตามงานเลี้ยง แต่จริงๆ นั่นมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานเท่านั้น เพราะเราไปเป็นตัวแทนของภาคราชการ ตัวเนื้องานจริงๆ บางคนอาจจะไม่ทราบ”  ณ ช่วงเวลานั้น คุณเกศณีย์ได้เข้าไปดูแลเกี่ยวกับทั้งเรื่องการป้องกันปัญหาเรื่องค้ามนุษย์ สิทธิมนุษยชน และการป้องกันโรคระบาดต่างๆ รวมถึงโรคเอดส์ที่แพร่ระบาดตามแนวชายแดนไทยด้วย

โดยการประสานงานกับหน่วยงานทั้งทางราชการ รวมถึงหน่วยงานองค์การอนามัยโลก (WHO) กาชาดสากล (ICRC) ทั้งประสานงานกับสำนักงานข้าหลวง​ใหญ่​ผู้ลี้ภัย​แห่งสหประชาชาติ (UNSCR) และองค์กรที่ทำงานโดยไม่แสวงหากำไร หรือ Non-Governmental Organizations (NGO) ต่างๆ

“ถ้าถามว่างานของที่ดิฉันทำอยู่นี้ จะมีโอกาสได้ช่วยคนได้อย่างไร จริงๆแล้วมันอยู่ที่เรานะ ว่าเราจะสามารถทำให้งานเรามีประโยชน์กับชุมชนได้ไหม” ด้วยเหตุที่กระทรวงการต่างประเทศมีส่วนช่วยในกรอบภาคกว้าง งานหลักของคุณเกศณีย์คือต้องคอยเป็นผู้ประสานงานให้กับทางชุมชน รัฐบาลไทย รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ของภาคเอกชน

“ยกตัวอย่าง งานป้องกันโรคต่างๆ ของสาธารณสุขนี้ ปีๆ หนึ่งใช้เงินไม่น้อยนะ 70-80 ล้านบาทได้ ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอ เราจึงต้องเป็นคนประสานงาน ทำเรื่องขอความช่วยเหลือกับองค์กรความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยได้มีการประชุมกับ  องค์การกาชาดสากล ซึ่งก็ทำให้ประเทศไทยได้เงินช่วยเหลือจากองค์กรดังกล่าวจนสามารถแบ่งเบาภาระส่วนนี้ไป” 

เนื่องด้วยปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น นั้นสามารถเกิดผลกระทบกับหลายประเทศได้ เช่นกลุ่มน้อยเชื้อสายพม่าที่อาศัยอยู่ตามชายแดนไทยเกิดโรคระบาด เช่น โรคเท้าช้าง หรือ การระบาดของเชื้อเอชไอวี หรือบางโรคที่สูญหายไปจากระบบสาธารณสุขของไทย เนื่องจากระบบการรักษาพยาบาลที่พม่านั้นทำได้ยาก  จึงทำให้ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ต้องข้ามแดนมา รักษาตัวที่โรงพยาบาลของไทย จนกลายเป็นข้อวิตกกังวลอย่างมากของประเทศไทย

เพราะช่วงเวลานั้นมีปัญหายาเสพย์ติดทะลักเข้ามามาก ทางหน่วยงานของเราจึงต้องหารือกับทางองค์การอนามัยโลก และได้เงินช่วยเหลือมากว่าล้านเหรียญ “การที่หน่วยงานของเราได้รับความช่วยเหลือตรงนี้ เป็นสิ่งที่เราภูมิใจว่า เราสามารถโน้มน้าวให้เขามาร่วมมือกับเราได้ ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับทั้งเรา และคนที่อยู่ตามชายแดนด้วย”

ก่อนที่จะมารับตำแหน่งรองกงสุลใหญ่ที่ซิดนีย์นั้น คุณเกศณีย์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองแปซิฟิคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้กรมอเมริกาและแปซิฟิคใต้ หลังจากนั้นก็ได้เข้ามารับตำแหน่งปัจจุบัน เปิดมุมมองผู้หญิง ที่ท่านได้อธิบายถึงงานที่ท่านทำอยู่ดังนี้ “งานหลักของสถานกงสุลใหญ่นั้นก็คือ การปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย ดูแลคนไทย คุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ รวมถึงบริษัทคนไทยในรัฐ NSW และการเป็นตัวแทนของรัฐบาลไทยในรัฐ NSW โดยในส่วนงานคุ้มครองดูแลคนไทย” เนื่องจากคนไทยทั่วโลกที่อาศัยอยู่ต่างประเทศมีถึงสามล้านคน ซึ่งเป็นหน้าที่ของสถานฑูต และสถานกงสุลไทยที่จะต้องช่วยเหลือดูแลคนไทยที่มีปัญหาหรือตกทุกข์ได้อยาก

เนื่องจากคุณเกศณีย์ เคยมีโอกาสไปดูงานการต่อต้าน การค้ามนุษย์ และเคยทำงานเป็นคณะกรรมการร่างกฏหมายเกี่ยวกับต่อต้านความรุนแรงในสตรี ทำให้คุณเกศณีย์ได้เห็นภาพความน่ากลัวของการค้ามนุษย์ ว่าการค้ามนุษย์มีผลกระทบรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจของเหยื่อ บางครั้งการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ก็อาจเกิดปัญหาจนทำให้งานมีความยากลำบากมากขึ้นด้วย “บางครั้งตำรวจมองข้ามไปหลายประเด็น เขาอาจเข้าใจว่าผู้หญิงที่ถูกหลอกเต็มใจมา แต่จริงๆ แล้วการค้ามนุษย์ ถ้ามีการบีบบังคับหรือทำงานมากกว่าที่ตกลงกันไว้ จุดนี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ทันที และเมื่อตำรวจมองในมุมที่ว่าผู้หญิงเหล่านี้ไม่ได้ถูกหลอก ทำให้ผู้หญิงบางคนได้รับการปฏิบัติจากตำรวจอย่างขาดความเข้าใจ”

“เมื่อก่อนที่ดิฉันทำงานอยู่ที่สถานทูตฯ ไทย ที่มาเลเซีย เคยมีกรณีหนึ่ง ดิฉันได้รับแจ้งเข้ามาว่ามีผู้หญิงไทยประสบอุบัติเหตุ อยู่ห้องไอซียูมาเป็นเดือนแล้ว ต้องผ่าตัดขา พอเราเข้าไปดูแล้วเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ถูกทำร้ายด้วยการตัดติ่งหู จมูก นิ้วออกไปเล็กน้อย ซึ่งเราก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นการลงโทษของแก๊งค์มาเฟีย เพื่อไม่ให้หลบหนี จนทำให้ผู้หญิงคนนี้ได้รับความกระทบกระเทือนทั้งทางร้างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก ทางเราก็เข้าไปให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ต่อรองค่ารักษาพยาบาลและช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่งด้วย”

ด้วยความเป็นผู้หญิงงานที่ทำมีข้อจำกัดไหม

“ไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดนะ แต่รู้สึกว่าเพราะเป็นเป็นผู้หญิงนี่แหละ ทำให้เราเห็นแง่มุมที่ผู้ชายไม่ได้เห็น แต่อย่างไรก็ตาม  งานแต่ละงานมันก็แล้วแต่ว่าใครจะมองลักษณะการทำงานอย่างไร เพราะแต่ละคนก็มีเงื่อนไขในมุมมองแตกต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งมันไม่ได้จำกัดแค่หญิงหรือชายแต่มันขึ้นอยู่กับวิธีคิด การตั้งเงื่อนไข  เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาเงื่อนไขออกซะ แล้วตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ถ้าไม่สำเร็จก็ให้ไตร่ตรองอีกครั้ง ซึ่งจากประสบการณ์ของดิฉันเอง พบว่าอะไรก็ตามที่เราตั้งใจทำแล้ว มันก็จะสำเร็จแทบทุกอย่าง”

อยากฝากอะไรให้กับผู้หญิงไทยที่อยู่ที่นี่บ้าง

เนื่องจากประเทศออสเตรเลียนี้มีกฏหมายที่ค่อนข้างเข้มงวด การจัดการต่างๆ เป็นไปอย่างมีระบบ ดังนั้นปัญหาที่ได้พบที่นี่จะไม่ใช่การที่ผู้หญิงถูกหลอกมาเป็นโสเภณี เพราะโสเภณีที่นี่เป็นอาชีพที่ถูกกฏหมาย เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามกฎของทางออสเตรเลีย “ปัญหาที่ทางกงสุลได้รับการร้องเรียนมาก กลับเป็นปัญหาผู้หญิงไทยที่ถูกหลอกให้แต่งงาน และหลอกให้มาอยู่ที่นี่แต่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี ตัวอย่างเช่น มีหลายกรณีที่ผู้หญิงไทยโดนหลอกให้มีลูกกับคนที่นี่ พอมีลูกแล้ว ปรากฏว่าฝ่ายชายกลับยึดลูกไว้ แล้วไล่ผู้หญิงกลับเมืองไทย เพื่อตนเองจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐในฐานะที่เป็นพ่อที่เลี้ยงลูกอยู่คนเดียว”

นอกจากนี้คุณเกศณีย์มีความหวังที่อยากให้มีโรงเรียนสอนภาษาไทย เนื่องจากที่ออสเตรเลียยังไม่มีโรงเรียนที่มีหลักสูตรสอนภาษาไทยอย่างจริงจัง ให้แก่ลูกหลานคนไทยที่อยู่ที่นี่ รวมถึงผู้ที่สนใจต้องการเรียนภาษาไทยด้วย“คนไทยแต่งงานจดทะเบียนที่นี่ปีละประมาณ 400 คน ซึ่งเด็กที่เกิดมาส่วนใหญ่อ่านและเขียนภาษาไทยไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเริ่มคิดถึงเรื่องการเรียนการสอนภาษาไทยซึ่งชุมชนที่นี่ยังไม่มีสถานที่ศึกษาที่เหมาะสม เพราะปกติประเทศอื่นที่เจริญแล้ว มักจะมีเงินสนับสนุนให้จัดตั้งโรงเรียนและหลักสูตรการเรียนการสอนจริงจัง”

บางคนอาจกังวลว่าเด็กที่เกิดที่นี่อาจจะอายที่จะบอกใครต่อใครว่า พวกเขามีเชื้อสายไทย ซึ่งประเด็นนี้คุณเกศณีย์ได้กล่าวว่า  “ดิฉันเชื่อว่าคนเราทุกคนมีรากเหง้า พอโตขึ้นมาก็เริ่มอยากจะรู้ว่าตัวเองมาจากไหน ซึ่งเราในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่เราก็ควรมีที่จะทำให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจและหันมาเรียนรู้ความเป็นไทยอย่างจริงจัง”

เปิดมุมมองผู้หญิง

นิลวรรณ จิรารัตน์วัฒนา

ประธานสวัสดิภาพสมาคมและอาจารย์สอนภาษาไทย

หลังจากที่ได้รับปริญญาตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณนิลวรรณได้มีโอกาสรับราชการ เป็นอาจารย์ ได้รับทุนโคลัมโบไปศึกษาต่อที่ประเทศสิงคโปร์  หลังกลับมาจึงได้เข้าทำงานด้านศึกษานิเทศก์ แต่ในที่สุดจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้คุณนิวรรณได้มาที่ประเทศออสเตรเลียก็คือ น้องสาวทั้งสองคนย้ายมาอยู่ที่ซิดนีย์ เธอจึงตัดสินใจ สมัครวีซ่าถาวรที่ออสเตรเลีย ในปี1990 ถึงตอนนี้ก็ 23 ปีแล้ว

“ถือว่าดิฉันโชคดีมากเลย เพราะมาอยู่ที่นี่ไม่กี่เดือนก็ได้งานทำแล้ว โดยเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยอยู่ที่ Insearch UTS แต่พอดีช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยดี ทำให้มีคนอยากไปเที่ยว และไปลงทุนที่ประเทศไทย ส่งผลให้มีคนมาสมัครเรียนภาษาไทยค่อนข้างมากในขณะนั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้คอร์สภาษาไทยไม่มีสอนที่นั่นแล้ว”

ระหว่างที่สอนอยู่ที่ Insearch คุณนิลวรรณก็ได้ศึกษาต่อปริญญาโททางด้านการสอน โดยสำเร็จ Master of Higher Education “การสอนผู้ใหญ่จะต่างจากการสอนเด็ก เพราะผู้ใหญ่มีพื้นฐานของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่เหมือนเด็กที่เป็นเหมือนผ้าขาว สอนผู้ใหญ่จะต้องใช้หลักจิตวิทยาด้วย ต้องปรับการเรียนการสอนตลอด”

“บางคนถ้าเราไปจี้ บังคับให้พูดเลย ถ้าเป็นผู้ใหญ่บางคนเขาจะอายแล้วทำให้เกลียดภาษาไปเลยก็มี เราต้องค่อยๆ ปรับ เช่น ให้นักเรียนพูดออกเสียงพร้อมกันทั้งคลาสในช่วงคลาสแรกๆ ไปก่อน นักเรียนจะได้มีความมั่นใจในการออกเสียงภาษาที่ไม่คุ้นเคย”

หลังจากนั้นในปี 1993 คุณนิลวรรณก็ได้เริ่มการสอนที่ The university of Sydney จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 20 ปีแล้ว โดยรับตำแหน่งอาจารย์สอนภาษาไทยที่ Faculty of Art และปัจจุบันสอนหลักสูตรภาษาไทยระยะสั้น จากความทุ่มเทในการสอนที่มีตลอดมา จึงทำให้คุณนิลวรรณได้รับ รางวัล Teaching Initiative Award จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ และรับรางวัล Learning and Teaching Award for The Institute for International Studies จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ซิดนีย์ (UTS) เพื่อสนับสนุน ทีมงานที่สอนภาษาดีเด่น และนอกจากที่จะเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแล้ว คุณนิลวรรณยังสละเวลาเข้ามาทำงานช่วยเหลือสังคมให้กับสวัสดิภาพสมาคมด้วย

“ตั้งแต่ที่ดิฉันมาที่ซิดนีย์ตอนปี 1990 ในปีนั้นคนไทยก็เริ่มมาอยู่ที่ซิดนีย์มากขึ้น แต่พอมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น คนไทยที่เพิ่งมาใหม่ ยังไม่ได้ภาษาก็ไม่สามารถติดต่อหน่วยงานราชการต่างๆ ของที่นี่ได้ เปิดมุมมองผู้หญิง เราจึงมีการประชุมหารือกัน ว่าอยากจะมีองค์กรที่ช่วยเหลือคนไทยขึ้นมา” ในที่สุดหลังจากได้รับการสนับสนุนจากท่านกงสุลใหญ่ในสมัยนั้น ในการจัดตั้งสวัสดิภาพสมาคมขึ้นมา โดยจดทะเบียนในปี1990 องค์กรนี้เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรหรือ Non-profit organization โดยหลังก่อตั้งในช่วงแรกสำนักงานได้รับความอนุเคราะห์จากสถานกงสุลใหญ่แบ่งพื้นที่ให้ใช้เป็นสำนักงาน หลังจากนั้น ประมาณ 2 ปี สวัสดิภาพสมาคมได้รับทุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย จึงมีกำลังทรัพย์พอที่จะมาเช่าสำนักงานของตนเอง

“รู้สึกว่าเพราะเป็นเป็นผู้หญิงนี่แหละ ทำให้เราเห็นแง่มุมที่ผู้ชายไม่ได้เห็น แต่อย่างไรก็ตาม งานแต่ละงานมันก็แล้วแต่ว่าใครจะมองลักษณะการทำงานอย่างไร เพราะแต่ละคนก็มีเงื่อนไขในมุมมองแตกต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งมันไม่ได้จำกัดแค่หญิงหรือชายแต่มันขึ้นอยู่กับวิธีคิด”

ChaYen

สิ่งที่ทางสมาคมภาคภูมิใจสูงสุดก็คือการได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นที่ 5 เบญจมดิเรกคุณาภรณ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า เพื่อพระราชทานแก่ บุคคล และงาน ที่กระทำความดีความชอบเป็นประโยชน์แก่ประเทศ โดยคุณร็อบ คลิฟตัน สตีล ประธานสมาคมฯ ในขณะนั้น เป็นผู้รับมอบ ซึ่งผลงานนี้สวัสดิภาพสมาคมได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ โดย ดร.ชัยยงค์ สัจจิพานนท์ ซึ่งท่านมีตำแหน่งเป็น กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ในช่วงปีดังกล่าว

งานหลักของสวัสดิภาพสมาคมคือการช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในซิดนีย์ โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์ ตัวอย่างเช่นการช่วยเหลือด้านภาษา โดยทางสมาคมได้มีอาสาสมัครมาช่วยสอนภาษาอังกฤษแก่คนไทย “ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดิฉันภูมิใจมาก เพราะส่วนหนึ่งของอาสาสมัครก็เป็นลูกศิษย์ฝรั่งที่ดิฉันสอนภาษาไทยนั่นเอง ตรงนี้ต้องขอบคุณเขามากที่สละเวลามาเป็นอาสาสมัคร เพราะว่าคนไทยหลายคนที่มาเรียน เขาไม่สามารถที่จะไปลงคอร์สที่ทางรัฐบาลจัดไว้ให้ได้ เพราะไม่มีพื้นฐานอะไรเลย การได้มาเรียนที่สมาคมฯ เขาจะรู้สึกสะดวกใจกว่ามาก”

งานด้านการสอนภาษาไทยนั้นต้องการให้คนไทยที่มีคู่ครองที่เป็นชาวออสเตรเลียหรือชนชาติอื่นๆ ที่ในครอบครัวมีลูกหลานที่เติบโตมาแบบสองวัฒนธรรม ได้มีความมั่นใจและเล็งเห็นความสำคัญในการที่จะส่ง คู่ครองหรือ ลูกหลานมาเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไทยให้มากขึ้น ผลที่จะได้รับคือส่งเสริมให้ครอบครัวของชุมชนไทยที่อยู่กันแบบสองวัฒนธรรมนี้เกิดความรัก ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น และอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข ลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวหรือปัญหาอื่นๆ ลงได้

แต่อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยจำนวนคนไทยที่แต่งงานและย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ซิดนีย์มีจำนวนเพิ่มขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ปัญหาด้านภาษา ส่วนใหญ่ที่เข้ามาขอรับความช่วยเหลือ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว นอกจากนั้นยังมีปัญหาของเด็กวัยรุ่นที่ย้ายเข้ามาพร้อมกับมารดา การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมกระทันหัน อาจทำให้เด็กไม่สามารถปรับตัวได้ ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ทางสมาคมก็ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ “งานของสมาคมต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมตลอด อย่างตอนนี้มีคนไทยมาเรียนมากขึ้น คนไทยรุ่นที่มาอยู่ที่ซิดนีย์เป็นรุ่นแรกๆ ก็เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณ อาจมีปัญหาเรื่องเงิน Super ปัญหาสุขภาพ การดูแลตนเองเป็นต้น นอกจากนั้นเรายังมีการจัด Play Group ให้เด็กๆ ได้มาเล่นด้วยกันส่วนคุณแม่ๆ ก็ได้มาพบปะสังสรรค์กัน เพื่อคลายความเครียดจากการเลี้ยงลูก”

เรียกได้ว่าทางสมาคมได้ให้ความช่วยเหลือคนไทยอย่างรอบด้านจริงๆ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ทางรัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายตัดงบให้ความช่วยเหลือสมาคมที่เป็นของชุมชนต่างๆ ในออสเตรเลียออกไป โดยใช้งบจ่ายให้กับ Migrant Resource Centre ของทางรัฐบาลอย่างเดียว ทำให้ทางสมาคมฯขาดด้านเงินทุนในการดำเนินการ “ตอนนี้เงินทุนหลักเราได้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐบาลไทย กระทรวงต่างประเทศจากสถานกงสุลใหญ่ ภาคเอกชน ชมรมนักเรียนไทย ชมรมต่างๆของชุมชนไทย และคนไทยที่อยู่ที่นี่ โดยเราต้องขอขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งที่มาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือและที่บริจาคเงินทุนสนับสนุน รวมถึงมีการออกร้านเพื่อระดมเงินทุน ซึ่งก็รู้สึกประทับใจตรงนี้มากว่าชุมชนไทยมีการช่วยเหลือกัน”

สิ่งที่ได้จากการทำงาน

“ถ้าเป็นงานสอนหนังสือ เรารู้สึกว่าตัวเองพอมาอยู่ที่นี่กลับมีความเป็นไทยมากกว่าตอนที่อยู่เมืองไทยอีกนะ เพราะบางทีเราใช้ภาษาไทย หรือทำอะไรเราไม่ได้คิดเราใช้ทุกวันเลยไม่ได้ย้อนคิดว่าทำไม แต่พอเราได้มาเป็นอาจารย์ นักเรียนก็ถามเหตุผล ที่มาที่ไปของภาษาหรือวัฒนธรรมต่างๆ ของไทย นั่นทำให้เราได้หยุดคิด” นอกจากการสอนภาษาไทยกับชาวต่างชาติแล้ว คุณนิลวรรณยังใช้โอกาสนี้ในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยด้วย “ชาวต่างชาติบางคนเขามาปรึกษา เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมภรรยาคนไทยต้องส่งเงินไปทางบ้าน เราก็ต้องอธิบายให้เขาฟังว่า คนไทยเราถือเรื่องความกตัญญู การเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่ชรานั้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในที่สุดเขาก็เข้าใจ”

“ส่วนการทำงานของสมาคมฯ ก็ทำให้เรามีประสบการณ์ รู้หลักจิตวิทยา ทักษะการพูดให้คนฟังสามารถไว้ใจให้เราช่วยเหลือ และนอกจากนั้นที่สำคัญที่สุดคือความภูมิใจ ที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน”

อนาคตของสวัสดิภาพสมาคม

“จริงๆ ถ้าเรามีงานมากขึ้น มันก็จะกลายเป็นว่าคนไทยมีปัญหามากขึ้นใช่ไหม เพราะเรายังไม่ทราบอนาคตว่า คนไทยที่จะมาอาศัยอยู่ในออสเตรเลียต่อไปจะเป็นคนกลุ่มไหน หรือมีพื้นฐานอย่างไร แต่ในฐานะสวัสดิภาพสมาคม เราก็จะช่วยเหลือทุกคนให้เต็มความสามารถ” สิ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ อยากให้ชุมชนไทยได้เห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนงานของสมาคมฯ ไม่ว่าจะเป็นการสละกำลังทรัพย์ กำลังงาน หรือเวลาคนละเล็กละน้อยของคนไทยที่นี่ เพื่อให้การดำเนินงานของสมาคมฯ ได้ทำงานช่วยเหลืออยู่คู่กันไปกับชุมชนไทยตลอดไป โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติที่รัฐบาลออสเตรเลีย ตัดงบประมาณการสนับสนุนงานชุมชนต่างๆ ในประเทศเช่นนี้­­­

เปิดมุมมองผู้หญิง

ดร.สยุมพร  ณ นคร

อาจารย์และผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต

ดร.สยุมพรได้ทุนมาศึกษาต่อที่ออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 17 ปี หลังจากนั้นก็ได้เข้าศึกษาที่คณะวิทยาศาสตร์ทางด้าน Genetic Engineering ที่มหาวิทยาลัย Canberra ก่อนที่จะผันตัวไปเรียนด้านพยาบาล หลังจากจบ ก็พบว่าตนเองสนใจทางด้านจิตวิทยา จึงศึกษาต่อ Master of Psychology และ Master of Education จนกระทั่งจบปริญญาเอกในสาขา Public Health ที่มหาวิทยาลัย Wollongong

หลังจากจบการศึกษา ก็ได้ทำงานด้านสุขภาพจิตทั้งในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และได้เข้าทำงานที่ Transcultural Mental Health Centre และ Multicultural Problem Gambling เป็นเวลากว่า 15 ปี ก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาพยาบาลที่ Australian Catholic University (ACU)

ต่อมา ดร.สยุมพรได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานช่วยเหลือสังคมต่างๆ มากมาย โดยเป็นอาสาสมัครให้กับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสวัสดิภาพสมาคม เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต­­­­

“สมัยก่อนประมาณ 15-16 ปีที่แล้ว ดิฉันได้มีโอกาสไปทำงานเป็นอาสาสมัครให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยไปตรวจ Pap smear (ตรวจหาเชื้อHPV) ให้แก่ผู้หญิงที่ทำอาชีพขายบริการ สมัยนั้นผู้หญิงไทยที่มาทำงานแบบนี้ก็มีจำนวนหนึ่ง ที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ พอเขาเจอเจ้าหน้าที่คนไทยเขาก็ดีใจ และยินดีที่จะได้รับการตรวจ”

แต่ภายหลังเนื่องจากงานนี้ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเจ้าของสถานบริการเหล่านี้ ซึ่งทำให้เขาเสียผลประโยชน์ จึงทำให้เธอเองรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  จนในที่สุด การเป็นอาสาสมัครของเธอจึงได้หยุดไป “ช่วงนั้นก็ถูกข่มขู่จากเจ้าของสถานบริการด้วยนะ เพราะเขาไม่ค่อยพอใจที่เราเข้าไปช่วยเหลือผู้หญิง

มีอยู่กรณีนึง ตอนที่ดิฉันเข้าไปช่วยตรวจร่างกาย พบว่าผู้หญิงไทยคนหนึ่งถูกนายจ้างเอาเปรียบ และถูกบังคับต่างๆ นานา ซึ่งเธอพึ่งอายุแค่ 16 ปีเท่านั้น ดิฉันจึงประสานงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปช่วยเหลือ จนสถานบริการนั้นต้องปิดตัวลง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าของกิจการเป็นอย่างมาก”

ในช่วงปี 1998 มีการระบาดขอเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นมากในออสเตรเลีย รวมถึงจำนวนคนไทยในออสเตรเลียก็ติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นมาก แต่ทางรัฐบาลออสเตรเลียขาดบุคลากรในการช่วยเหลือคนไทยตรงนี้ สำหรับงานประจำของดร.สยุมพรก็คือทำงานอยู่ในหน่วยงานของ Crisis Team ของ Sydney Central Health Multicultural HIV ที่ช่วยปรึกษาคนไข้เรื่องโรคเอดส์ “ สมัยนั้น ยาต้านเชื้อ HIV ยังไม่ดีเท่าสมัยนี้ คนไข้ที่ติดเชื้ออยู่ได้กันไม่กี่ปีก็เสียชีวิต ทำให้พวกเขามีความเครียด เกิดโรคซึมเศร้า วิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องโรค

ดิฉันก็มีหน้าที่รับฟังและช่วยเหลือด้านสภาพจิตใจของคนไข้เหล่านี้” นอกจากช่วยเหลือคนไทยที่ติดเชื้อแล้ว ช่วงนั้นดร.สยุมพรก็มีหน้าที่ประสานงาน ด้านเอกสารต่างๆ ส่งตัวคนไข้ไปรับยาที่ประเทศไทย “ในสมัยนั้นยาต้านเชื้อเอดส์ราคาแพงมาก แต่ที่เมืองไทยเราได้รับความช่วยเหลือในการบริจาคยา จากบริษัทยาในประเทศเยอรมัน  ซึ่งดิฉันเองก็ต้องประสานงาน ออกเอกสารให้แก่ผู้ป่วยคนไทยที่นี่ให้ไปรับยา หากพวกเขาต้องการกลับไปรักษาตัวที่เมืองไทย”

หลังจากนั้น ประมาณปี 2008 ดร.สยุมพรเข้าร่วมเป็นที่เป็นที่ปรึกษาให้กับคนไทยที่เดือดร้อนกับทางสวัสดิภาพสมาคม โดยรับปรึกษาทั้งทางด้านสุขภาพจิต และให้ความช่วยเหลือด้านเอกสารทางด้านกฏหมายต่างๆ “ช่วงนั้นที่คนเข้ามาปรึกษา ก็มีทั้งปรึกษาเรื่องปัญหา Domestic Violence ถูกทำร้ายต่างๆ ทำให้มันมีส่วนงานด้านเอกสารที่ต้องช่วยแปลด้วย เพราะบางทีผู้หญิงไทยถูกทำร้าย แต่เขาไม่ถนัดด้านภาษาอังกฤษ ทำให้เสียเปรียบหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น”

ปัจจุบัน ดร.สยุมพร เป็นอาจารย์สอนด้าน Mental Health ให้แก่นักเรียนปริญญาตรี และสอนด้าน Education แก่นักเรียนปริญญาโท ที่ Australian Catholic University (ACU) และหากมีเวลาว่าง ดร.สยุมพร จะอยู่ประจำที่ Transcultural Mental Health Centre ภายในโรงพยาบาล Royal Prince Alfred (RPA) รับปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาปรึกษา ตามระบบของออสเตรเลีย ต้องมีการได้ใบส่งตัวมาจาก GP ก่อน

“มีเคสหนึ่งที่รู้สึกประทับใจมาก คือเด็กที่มีปัญหาครอบครัว พ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงดู เด็กจึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพย์ติดและไม่เรียนหนังสือ ดิฉันจึงให้คำปรึกษาอยู่หลายปี ล่าสุดปีที่แล้วเขาโทรมาบอกว่า เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยได้แล้วนะ เรียนทางด้านวิศวกรรม รู้สึกดีใจกับเขามาก ที่เขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่หนักของชีวิตมาได้”

เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่ามีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่

“ปกติเราต้องดูหลายอย่างประกอบกัน เช่น คนปกติหากเครียดหรือมีปัญหา เขาก็ยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้ แต่ถ้าเริ่มมีปัญหาแล้วคนๆ นั้นเริ่มมีอาการกินไม่ได้ นอนไม่ได้ คิดเรื่องเก่าซ้ำวนไปวนมาเริ่มใช้สารเสพติด  จนถึงขนาดที่ไม่สามารถแยกแยะเรื่องจริงกับเรื่องจินตนาการได้ ถ้ากรณีแบบนี้ควรเข้ามารับการรักษา โดยการรักษาอาจต้องใช้ยาร่วมด้วย ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เพราะบางคน เพียงแค่บำบัดด้วยการพูดคุยเปลี่ยนความคิด ก็สามารถช่วยได้แล้ว”

อยากทิ้งท้ายอะไรบ้าง “อย่างแรกเลยคือเรื่องของภาษา คือถ้าเรามาอยู่ที่นี่แล้วไม่ได้ภาษาเลย หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็จะลำบากมาก ช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นควรหาเวลา อาทิตย์ละสักสองวัน เป็นวันที่พูดแต่ภาษาอังกฤษอย่างเดียวไปเลย ดิฉันคิดว่าจะช่วยในการพัฒนาภาษาอังกฤษของเราได้มาก จากประสบการณ์ที่ดิฉันอยู่ที่นี่มานาน จึงอยากฝากไว้ว่าหากต้องการที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีนั้น จะต้องทำในช่วง 3 ปีแรกที่มา ในช่วงนั้นพยายามพูดภาษาไทยให้น้อยไม่พูดเลยได้ยิ่งดี แต่พูดภาษาอังกฤษให้มาก เพราะหลังจากผ่านช่วง 3 ปีนั้นมาแล้ว คนเราจะเกิดการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมแล้ว เกิดความเคยชินจนไม่อยากจะเรียนรู้สิ่ง

Related Articles